สหรัฐฯออกกฎใหม่ ขอวีซ่าต้องแจ้งบัญชีโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี

สหรัฐฯออกกฎใหม่ ขอวีซ่าต้องแจ้งบัญชีโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี

สหรัฐฯออกกฎใหม่ ขอวีซ่าต้องแจ้งบัญชีโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี

            เมื่อวันที่ 3 มิ.ย 2019 ที่ผ่านมา สหรัฐฯได้ออกประกาศให้ผู้ที่ต้องการขอวีซ่าเข้าประเทศเกือบทุกคน ต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ทางโซเชียลมีเดียของตนเอง นอกจากนี้ ผู้ที่ขอวีซ่าสหรัฐฯ ต้องทำการแจ้งที่อยู่อีเมลและหมายโทรศัพท์ที่เคยใช้ด้วย โดยมาตรการใหม่นี้ คาดว่าส่งผลกระทบต่อชาวต่างชาติราว 15 ล้านคน ที่มีความต้องการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯในแต่ละปี

ทั้งนี้ คณะรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เคยเสนอให้ใช้กฎนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งถือเป็นนโยบายส่วนหนึ่งของกระบวนการ “ตรวจคัดกรองผู้คนแบบเข้มข้น” ของรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนและผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน โดยมีเพียงนักการทูตหรือข้าราชการเท่านั้น ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้

คัดกรองคนเข้าประเทศ ลดก่อการร้าย เพื่อความมั่นคงของชาติ

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯออกมายืนยันแล้วว่า ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแบบฟอร์มการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐานและนักท่องเที่ยว เพื่อข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม โดยแบบฟอร์มดังกล่าวนั้น มีการสอบถามชื่อบัญชีโซเชียลมีเดีย หมายเลขโทรศัพท์ ไปจนถึงกิจกรรมการเดินทางระหว่างประเทศและประวัติการถูกเนรเทศ ภายในระยะเวลา 5 ปีย้อนหลัง

นอกจากนี้ ผู้ต้องการขอวีซ่าต้องตอบคำถามด้วยว่าสมาชิกในครอบครัวของตนเอง เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมก่อการร้ายหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ข้อกำหนดใหม่ที่ประกาศใช้นี้ มีวัตุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการคัดกรองบุคคล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

โดยผู้ที่ต้องการขอวีซ่านั้น ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้บริการโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ ให้ครบถ้วย อาทิ Facebook Google Instagram LinkedIn Twitter และ YouTube นอกจากนี้ ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่ทำสำคัญด้วย เช่น Douban Tencent QQ และ Sina Weibo ของประเทศจีน

หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย มองว่าส่งผลร้ายแรงต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นออนไลน์

รายงานจาก The Hill สื่อสังคมออนไลน์ ได้ระบุว่า ผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่านั้น สามารถเลือกบอกได้ว่าตนเองไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียใดใดเลย อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกคำเตือนว่า การโกหกเกี่ยวกับกิจกรรมทางโซเชียลมีเดียนั้น ส่งผลร้ายแรงอย่างยิ่งต่อกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ สหภาพเสรีภาพแห่งพลเมืองอเมริกา หรือ ACLU รวมถึงกลุ่มสิทธิส่วนบุคคลหลายฝ่าย ก็ได้ร่วมกันคัดค้านข้อกำหนดใหม่นี้ นับตั่งแต่ครั้งแรกที่มีการเสนอใหม่ ๆ โดย ณ ขณะนั้น ACLU ได้ให้คำเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเสริภาพในการแสดงความคิดออนไลน์

แต่ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้ระบุไว้ว่า มาตรการนี้ ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด เนื่องจากสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลนั้น ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว.